เพชรพระอุมา...
posted on 09 Jul 2009 22:34 by kizkazukazu in Other"ฟ้าให้รพินทร์มาเกิดแล้ว ไฉนจึงให้แงซายมาเกิดอีก"
เพราะไม่อย่างนั้น เพชรพระอุมา จะไม่สนุกเท่านี้น่ะสิ!!
ช่วงนี้ขอย้อนเวลา กลับไปสมัยม.ต้น สมัยที่นั่งอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง แบบไม่หลับไม่นอน
อ่านถึงตีสามตีสี่เลยทีเดียว ติดลม วันละกล่องกว่าๆ ห้าหกเล่มได้- -
บั่นทอนการเรียนยิ่งนัก...
" เพชรพระอุมา "
นิยายไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่อ่านจบ ภาคแรก 24เล่ม ภาคจบ 24 เล่ม
นวนิยายที่ยาวทีีสุดในโลก(รึเปล่านะ? คุ้่นๆ..)
6 กล่องแรก...
หน้าปกกล่องสุดท้ายของภาคแรก...ถ้ามองใกล้แบบซูมๆ..จะเห็นว่า หล่อมาก!!!!! จริงจัง
ดีนะที่มีเวอร์ชั่นนี้เก็บ เพราะรู้สึกว่า เวอร์ชั่นใหม่ที่ทำออกมา ตรงปกพี่แงซายไม่หล่อเท่าอันนี้เลย..ปกนี้แหละ เป็นแบบที่คิดไว้เป๊ะๆ
เครดิตรูปจาก : www.oknation.net/blog/saleman/2008/09
ภาคแรกอ่านแล้วหลงพี่แงซาย มากกก
ภาคสองหลงคุณชายกลางอนุชา วราฤทธิ์ หรือ ชดประชากร โฮก* *
ชอบ ชอบคนแบบนี้ ปากร้าย ใจดี ปากจัด ขี้เต๊ะ แต่เก่งและเท่มากก อร๊าย พี่กลางขา~
ส่วนพี่แงซาย เป็นพระเอกนิยายคนแรกที่หลงรักเลยนะ
อดีตร้อยโทกองโจรกะเหรี่ยง หน้าตาหล่อราวเทพบุตรกรีก(ในนิยายว่างั้น) ผมยาวประบ่า ริมฝีปากบางได้รูปราวกับผู้หญิง ตาใหญ่คมโตกรอบลึก รับกับใบหน้าสีทองแดง ร่างสูงตระหง่าน โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ผ่านการเรียนหนังสือในโลกศิวิไลซ์ พูดอังกฤษได้ ฝรั่งเศสได้ เคยเป็นอาจารย์สอนวรรณคดีในมหาลัย เรียนจบ อักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอมเบย์ โอ้ย นี่แหละ แรงบันดาลใจแรกในการเลือกคณะ...(เป็นเอามากจริงๆ)
นิสัย น่ารัก ขี้เล่น กวนทีน(พรานใหญ่)อยู่เป็นนิจ มีฝีมือแต่ก็อมพะนำ เพื่อแหย่ลองภูมิพระเอกเสมอ โอ้ย ที่ชอบ เพราะชอบแกล้งรพินทร์นี่ล่ะ อ่านแล้วมันขำ น่ารักกกกกกกกกกกก
มีหลายชอต ที่อ่านละโฮกฮาก สองคู่ปรับที่ฉากหน้า เหมือนจะไม่ลงรอยกัน และแท้ที่จริงนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสอง ยากจะหยั่งถึง ป็นมิตรแท้ เืพื่อนตาย รักกันราวกับพี่น้องร่่วมสายเลือด (หรือมากกว่าก็ได้ ฮ่าๆๆ)
หนึ่งในเหตุผลที่ชอบเรื่องนี้มาก ก็เพราะความสัมพันธ์ที่น่ารักของพรานรพินทร์กับแงซายตัวดีนี่แหละ
[[ข้างล่างทั้งหมด สปอยยยรุนแรง สำหรับคนที่อยากอ่านแบบไม่อยากรู้เรื่องก่อน เชิญข้าม]]
.
.
รพินทร์เคยพูดว่า..รักแงซายมากกว่าคุณหญิงดาริน(นางเอก)เสียอีก
ถึงแม้จะรักในแง่มิตรก็เถอะ แต่ว่า มันก็โฮกนะ>w<
"...มันทำให้ฉันทั้งรักทั้งชังแกปนกันอยู่อย่างไรพิลึก ถ้าแกไม่ใช่คนลึกลับเสียอย่างเดียว ฉันจะรักแกมากที่สุดทีเดียว"
แงซายเงยหน้าขึ้นมองดูเขาด้วยสายตาตรง พูดแช่มช้าชัดเจนว่า
"ความชังที่แปรสภาพมาเป็นความรัก ย่อมมีคุณค่าเหนือกว่าความรักซึ่งกลับเป็นความชังภายหลัง..จริงไหมครับผู้กอง?"
ชอบประโยคนี้ มากก โฮกกกกก
****
"แงซาย..."
"ครับผมผู้กอง"
"แกเคยมีความรักไหม"
"แงซาย มีชีวิตโดดเดี่ยวเดี่ยวดายอยู่ในโลกสอันกว้างใหญ่นี้ ไม่รู้ที่จะรักใคร และคงไม่มีใครจะรัก.."
"ความจริง แกเป็นคนทีมีอารมณ์อ่อนหว่านเยือกเย็นมากทีเดียวนะ เป็นศิลปินเอง ซ้ำยังเป็นนักต่อสู้ที่กล้าหาญทั้งสองคุณลักษณะนี้ หาได้ยากมากในคนๆเดียวกัน"
"แต่มันจะยังประโยชน์อันใดขึ้นมา สำหรับชีวิตอนาถาที่มีราคาเพียงเศษธุลีดินอย่างแงซาย ผู้กองครับ..."
"ฮืมม์??"
"ถ้าผมเป็นผู้หญิงสักคนหนึ่ง ผมจะรักผู้กอง"
รพินทร์ ไพรวัลย์ หันกลับมาช้าๆ
ใบหน้าสะสวยคมสันมีแววอ่อนโยนนั้น มองจับนิ่งอยู่ที่เขาก่อนแล้วในท่านั่งเอนตัวกอดเข่า จอมพรานยิ้มแค่นๆ
****
"ผู้กองกลับไปก่อนเถิด อีกซักครู่ ผมจะตามไป"
รพินทร์พยักหน้าง่ายๆหมุนตัวกลับ เดินผละไป แต่แล้วเดินไปได้สามสี่ก้าว ก็หยุดชะงัก เหลียวกลับมาช้าๆ เห็นแงซายกำลังยืนมองอยู่ก่อนแล้ว
"แงซาย..."
เขาเอ่ยต่ำๆ
"อย่ากลับให้ช้าเกินไปนัก ถึงอย่างไรฉันก็...เป็นห่วงแก!"
แงซายยิ้มยกมือขึ้นเหมือนจะส่งคารวะมาให้
"ครับผู้กอง"
****
"ขอนอนกับผู้กองสักคนได้ไหม?"
"แกจะยั่วฉันไปถึงไหนวะ นี่จะไม่ยอมให้หลับนอนเลยหรือไง"
"ไม่ได้ยั่ว แต่จะนอนจริงๆแหละ อะไร
เตียงออกกว้างแบ่งให้ไอ้แงซายนอนมั่งไม่ได้หรือยังไง"
"แล้วดึกๆอย่าละเมอคิดว่าผมเป็น 'คุณหญิง'
ไปล่ะ"
"ฉันยอมแพ้แกแล้วโว้ย แงซาย จะนอนก็นอนเถอะวะ
แต่ขอให้หุบปากเสียที"
"ตกลง หุบก็หุบ ผมก็ง่วงเต็มทีเหมือนกัน
เราจะนอนเคียงข้างกันอย่างนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้นอนด้วยกันอีกตลอดไป ชั่วกัลปาวสาน"
"แงซาย?"
"ครับผม"
"ฉันเกลียดขี้หน้าแกฉิบเผ๋งเลยว่ะ"
"ผมก็เกลียดขี้หน้าผู้กองบรรลัยจักรเหมือนกัน คน
่-าอะไรพรรค์นี้ก็ไม่รู้ เลือดเย็นชะมัด"
"นี่แกจะมานอนด้วย หรือจะมาชวนทะเลาะ?"
"ก็นอนไปพลาง ทะเลาะไปพลาง จนกว่าจะหลับ"
"ลุกขึ้นมาต่อยกันดีไหม?"
" อย่าท้า ผู้กองสู้ผมไม่ได้หรอก
ตัวเล็กนิดเดียวแค่นี้ผมต่อยตาย ที่ไม่ยอมสู้มาตลอดน่ะ อย่านึกว่าจะกลัวนะ
ถ้าจะกลัว ก็กลัวจะไม่มีคนช่วยนำทางให้เท่านั้น"
รพินทร์ไม่ต่อปากต่อคำอะไรทั้งสิ้น หลับตานิ่งเฉย
แล้วมิช้ามินาน เขาก็หลับสนิทไป
ภายใต้ผ้าคลุมผืนเดียวกับกษัตริย์องค์ใหม่แห่งมรกตนคร
ชอบชอตขอมานอนด้วยนี้มาก ฮื๊อออTwT~
****
วันจากลา..
ระยะอีกสองก้าวจะถึงตัวซึ่งกันและกัน
อดีตร้อยตำรวจเอกตระเวนชายแดนชิดเท้าตรง
ยกมือขึ้นแตะปีกหมวกในท่าวันทยหัตถ์ เสียงส้นท้อปเดินป่ากระทบกันดังปัง
"ข้าพระบาทขอทูลลาแล้ว ขอให้พระองค์ประสบแต่ความสุขตลอดชั่วพระชนม์ชีพ"
จักราธิราช สืบพระบาทเข้าประชิดแล้วสวมกอดไว้แน่น อัสสุชลซึ่งทุกคนไม่เคยเห็น บัดนี้หลั่งรินเป็นทางอย่างไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้ต่อไป
"
ผู้กองที่รัก..ในชีวิตของจักราช จำได้ว่าเสียน้ำตาเพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งแรกเมื่อราชวงศ์เทพถูกโค่น พระบิดาถูกปลงพระชนม์
พระชนนีสวรรคตกลางป่า...ส่วนครั้งที่สอง คือครั้งที่คนชื่อรพินทร์
ไพรวัลย์จากไป...เป็นการจากอย่างชนิดที่จะไม่พบกันอีกแล้ว
ผมไม่มีอะไรจะให้ผู้กองไว้ดูต่างหน้า นอกจากสิ่งนี้เท่านั้น
สิ่งที่ติดตัวผมมาแต่เกิด โปรดรับไว้เถิด นี่คือสัญลักษณ์ของ 'แงซาย'
หรือจักราช"
รับสั่งจบ
ก็ทรงถอดเหรียญทองคำที่ห้อยพระศออยู่ยัดเยียดลงไปในฝ่ามือของรพินทร์
มันคือตราประจำองค์ยุพราชแห่งราชวงศ์เทพ รพินทร์ ไพรวัลย์เอง
บัดนี้ก็น้ำตาซึม เขาพิจารณาอยู่นาน ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น
แล้วบรรจงหย่อนลงกระเป๋าเสื้อ ชิดเท้าตรง วันทยหัตถ์อีกครั้ง
"เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ข้าพระบาทจะขอเก็บตราประจำพระองค์นี้ไว้กับตัวตลอดไป"
ตอนจบภาคแรก ชอตนี้ ซึ้งงง
ที่จริงตอนอ่าน มีประโยคที่ชอบแทบทุกตอน
ตอนนี้กลับมาบ้าอีกครั้งหลังจากหยิบมาอ่านรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้
วันก่อนนั่งนึกกลอนของชด ประชากร แต่ก่อนตอนอ่านครั้งแรก ถึงกับท่องจำได้- -
วันนั้นนึกเท่าไหร่ก็ต่อประโยคสองประโยคท้ายไม่ไ้ด้ นี่คือสาเหตุการหยิบมาอ่านอีกครั้ง..
ฮาา
กลอนที่ว่า..
"ณ ที่ใดดวงใจไม่ไหวหวั่น
ขอฝ่าฟันอุปสรรคและขวากหนาม
ถึงสิ้นชาติวาสนาชะตาทราม
จะฝากนามให้โลกรู้กูก็ชาย!
ณ ที่นี้ไร้ญาติและขาดมิตร
ยังก็แต่บ่าวสนิทพิสมัย
เสมอเพื่อนเสมือนญาติไม่คลาดไกล
เป็นเพื่อนตายเคียงกูคู่ชีวา !"
อนุชา วราฤทธิ์
อา~ เท่จริงๆค่ะพี่่กลาง >w<
สุดท้าย...
มาอ่านเพชรพระอุมากันเถอะ!!!!!!!








